เจาะลึกการเลือกใช้ "Video View Objective"

in
เจาะลึกการเลือกใช้ "Video View Objective"

ใครกำลังจะยิงโฆษณาด้วย Ad Objective
(การรับชมวิดีโอ – Video View)

โปรดอ่านและทำความเข้าใจก่อนใช้
จะได้ไม่เสียเงินค่าโฆษณาฟรีนะจ๊ะ

ในคอนเทนต์ก่อนหน้านี้ ผมได้คุยคร่าวๆไปแล้ว เกี่ยวกับความสำคัญของการเลือกวัตถุประสงค์ในการลงโฆษณา
(Ad Objective) ของ VDO Ad ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ

ซึ่งพอเราคุยเรื่องของการใช้
โฆษณาประเภท VDO (Video Format)

Ad Objective ที่ผมมั่นใจว่า
หลายท่านน่าจะเลือกใช้กันบ่อยๆ
ก็คือ “การรับชมวิดีโอ – Video View”

แต่อย่างที่เคยบอกไปแล้วครับว่า
ก่อนที่เราจะเลือกใช้วัตถุประสงค์ตัวไหน

เราควรทำความรู้จักมันให้ดีเสียก่อน
เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อยิงโฆษณาออกไปแล้ว
เราจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

ซึ่งวันนี้ เราจะมาคุยเกี่ยวกับ
“Video View Objective”
แบบลงลึกในรายละเอียดกันนิดนึง
ว่าภายใต้วัตถุประสงค์ในการทำโฆษณาตัวนี้

เรามีทางเลือกในการนำส่ง Ad อย่างไร?
และ โฆษณาสามารถเลือกลงที่ placement ไหนได้บ้าง?

เริ่มต้นให้จำง่ายๆแบบนี้นะครับ
เวลาเราเลือก Video View Objective

มันคือการบอกให้ระบบ พยายามนำส่ง VDO Ad ของคุณไปหาคนที่มีแนวโน้มชอบรับชม VDO ภายใต้กลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือกไว้

ซึ่งถ้าถามว่า แล้วระบบจะรู้ได้อย่างไร
ว่าใครกันที่ชอบดู VDO?

ตอบง่ายๆ…มันก็เกิดจากการเก็บข้อมูล
พฤติกรรมการใช้งานของ User นี่ล่ะครับ

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า หากตัวเราเองชอบเสพสื่อแบบไหน ระบบก็จะจำได้ และ จะพยายามนำส่งสื่อประเภทนั้นมาให้เราดูเป็นประจำ

แล้วภายใต้ Video View Objective
เรามีทางเลือกในการนำส่ง Ad อย่างไร?
รวมถึงสามารถเลือก Placement
ให้โฆษณาสามารถไปแสดงผลที่ไหนได้บ้างล่ะ?

ในระดับของชุดโฆษณา (Ad Set) เค้าจะมีให้เราสามารถกำหนด “วิธีการนำส่งโฆษณา” ในแบบที่เราต้องการได้ละเอียดลงไปอีกตรง “Optimization for Ad Delivery”

ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถเลือกได้ครับ
ว่าเราอยากยิงโฆษณาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
เป็นการรับชม video โฆษณาของเรานานเท่าไหร่

โดยปัจจุบันใน Advanced Options
มีทางเลือกให้เรา optimized 3 แบบ ได้แก่

1. Thruplay

การเลือก Optimized แบบนี้
หากวิดีโอของคุณมีความยาวไม่เกิน 15 วินาที
ระบบจะพยายามนำส่งวิดีโอของคุณ
ไปยังคนที่มีแนวโน้มดูวิดีของคุณ “จนจบ”

แต่ถ้าวิดีโอของคุณยาวเกิน 15 วินาที
ระบบจะพยายามนำส่งวิดีโอของคุณ
ไปยังคนที่มีแนวโน้มจะดูวิดีโอของคุณ
“อย่างน้อย 15 วินาที”

โดย Placement ที่ใช้ทางเลือกนี้ได้ ได้แก่ FB Feeds / In-Stream Videos / Suggested Videos / Instant Articles / IG Feeds / IG Stories และ Audience Network

2. The 10-second video views
(การรับชมวิดีโอ 10 วินาที)

ระบบจะพยายามนำส่งวิดีโอของคุณ
ไปยังคนที่มีแนวโน้มดูวิดีโอของคุณ
รวมกันอย่างน้อย 10 วินาทีขึ้นไป

และหากวิดีโอของคุณยาวน้อยกว่า 10 วินาที
ระบบก็จะพยายามนำส่ง ไปยังคนที่มีแนวโน้มรับชมจนจบ
(ตรงนี้รวมการกด skip แต่ไม่รวมเวลาที่แต่ละ impression เล่นวิดีโอซ้ำนะครับ)

เช่น ถ้าวิดีโอมีความยาว 20 วินาที
หากผู้รับชมกดเล่นวิดีโอไปแล้ว 5 วินาที
แล้วกลับมาย้อนดูใหม่แต่ต้นอีก 5 วินาที
แบบนี้จะนับแค่ 5 วินาที ไม่นับรวมเป็น 10 วินาทีนะครับ

แต่หากเค้าดู 5 วินาทีแรก
และ Skip ไปดู 5 วินาทีท้ายสุด
แบบนี้นับรวมเป็น 10 วินาทีครับ

โดย Placement ที่ใช้ทางเลือกนี้ได้ ได้แก่ FB Feeds / FB Stories / In-Stream Videos / Suggested Videos / Instant Articles / IG Feeds / IG Stories และ Audience Network

3. The 2-second continuous view
(การรับชมวิดีโอต่อเนื่อง 2 วินาที)

ระบบจะพยายามนำส่งวิดีโอของคุณ
ไปยังคนที่มีแนวโน้มจะรับชมวิดีโอของคุณ
เป็นเวลา 2 วินาทีต่อเนื่องขึ้นไป

โดยการรับชมวิดีโอต่อเนื่อง 2 วินาทีส่วนใหญ่
จะมีวิดีโอพิกเซลอย่างน้อย 50% บนหน้าจอ
หรือ แสดงผลตัววิดีโอบนหน้าจอเกินครึ่งครับ

คือ ถ้าวิดีโอเล่นต่อเนื่อง 2 วินาที
แต่ถ้าเห็นแค่เสี้ยวๆ บนหน้าจอมือถือ
แบบนี้เค้าไม่น่าจะนับเป็นผลลัพธ์ครับ

ซึ่งการเลือก optimized แบบนี้
อาจเข้าถึงคนได้จำนวนมากกว่า
แต่คนอาจดูวิดีโอของคุณสั้นกว่า 2แบบข้างต้น

และทางเลือกนี้ จะใช้ได้กับเฉพาะ
Ad ที่ยิงไปแสดงผลบน “มือถือ” เท่านั้นนะครับ

โดย Placement ที่ใช้ได้ ได้แก่ FB Feeds / In-Stream Videos / Suggested Videos / Instagram Feed และ Audience Network

.

อ่านถึงตรงนี้ผมคิดว่าหลายๆคน
น่าจะเกิดคำถามในหัวเต็มไปหมดเลยครับ
ว่าที่มันมี option ในการ optimized
ให้เราเลือกใช้ได้เยอะแยะแบบนี้

มันมีไปเพื่ออะไร? ทำไมเราถึงควรรู้เรื่องนี้?
และสำคัญที่สุดเลยก็คือ “มันเอาไปใช้อย่างไร”

ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจก่อน ผมมองว่าการศึกษารายละเอียดเหล่านี้ เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบผลลัพธ์ของการทำโฆษณา ให้มีโอกาสเป็นอย่างที่เราต้องการมากขึ้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเลือกวิธีการนำส่ง”

ยกตัวอย่างเช่น

EXP 1

กรณีที่เราต้องการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ ซึ่งเราเลือกใช้สื่อเป็นวิดีโอสั้นๆ ความยาวไม่เกินซัก 5 วินาที ที่มีการใส่โลโก้ หรือ สิ่งที่บ่งชี้ถึงแบรนด์ “ตั้งแต่วินาทีแรก”

เราอาจเลือกการนำส่งแบบ “การรับชมวิดีโอต่อเนื่อง 2 วินาที” มากกว่าที่จะเลือกนำส่ง แบบ 10 วินาที หรือ Thruplay

คำถามคือเพราะอะไร?

เพราะสิ่งที่เราต้องการคือทำยังไงก็ได้ ให้วิดีโอเข้าถึงคนเยอะๆ และเห็นแบรนด์ของเราเยอะๆ (ซึ่งถ้าเค้าดู vdo แค่ 2 วิ ก็เห็นแบรนด์แต่แรกอยู่แล้ว)

EXP 2

กรณีที่เราต้องการแจ้งโปรโมชั่นเพื่อจะขายของ สมมติคุณมีวิดีโอความยาว 15 วินาที “ที่บอกรายละเอียดของโปรโมชั่นในวินาทีที่ 7”

แบบนี้คุณอาจเลือกการนำส่งเป็น 10 วินาที หรือ Thruplay เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ชมเห็นโปรโมชั่นของคุณได้มากขึ้น

EXP 3

กรณีที่คุณอยากให้คนดู VDO ยาว 10 วิ ของคุณจนจบ “แบบห้าม Skip” คุณอาจเลือกการนำส่งแบบ Thruplay
แล้วเลือก placement เน้นไปที่ Feed และ In-Stream Videos

มันก็จะเพิ่มโอกาสให้วิดีโอของคุณ ได้ไปแสดงผลใน In-Stream มากขึ้น (VDO Ad ที่แทรกคั่นเวลาเราดู VDO ของคนอื่น) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ผู้ชมไม่สามารถกด skip ได้

หรือแม้ระบบจะนำส่ง Ad ของคุณไปโชว์บนหน้าฟีด ทางเลือกแบบ Thruplay ก็จะพยายามนำส่งวิดีโอ ไปยังคนที่มีโอกาสรับชมวิดีโอจนจบ

เห็นรึยังครับว่า การทำความเข้าใจรายละเอียดของ Video View Objective นั้น จะช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีการนำส่ง และ เลือกตำแหน่งการแสดงผลโฆษณา ให้เหมาะสมกับตัว “คอนเทนต์วิดีโอ” ที่เรามีได้มากขึ้นอย่างชัดเจน และช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้รับ ผลลัพธ์ทางการตลาด ตามแบบที่เราต้องการอีกด้วย

ยังไงลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

#MaxideaStudio
#มีประโยชน์ฝากช่วยแชร์ด้วยนะครับ