Google Ads คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรกับการตลาดออนไลน์

Google Ads คืออะไร? จำเป็นต่อแบรนด์หรือไม่? สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ Google Ads ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมากถือเพราะเป็นช่องทางสำคัญที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายมักจะใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นการทำช่องการตลาดบน Google จึงถือเป็นตัวแปรสำคัญมาก แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาจับธุรกิจออนไลน์ Google Ads ก็ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามีจุดเด่นอย่างไร? และควรเลือกใช้อย่างไร วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาให้อ่านกัน เพื่อให้คุณรู้จักกับ Google Ads ได้ดีขึ้น

โฆษณา Google Ads คืออะไร ?

โฆษณา Google Ads คืออะไร ?

หากพูดถึง Google Ads แบบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การทำโฆษณาโดยการจ่ายเงินซื้อพื้นที่โฆษณาบนบนแพลตฟอร์ม Google ยิ่งคุณซื้อพื้นที่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดได้แค่ไหน โอกาสที่กลุ่มเป้าหมายจะมองเห็นและเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้า/บริการก็ยิ่งมากขึ้นมากเท่านั้น

ข้อดีของ Google Ads 

เหตุผลที่ทำไม Google Ads ถึงเหมาะสำหรับการตลาดออนไลน์ 

  • Google เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 10ล้านคนต่อวัน  (อ้างอิงจากข้อมูลสถิติ HootSuite Digital Marketing 2019)  โดยมีเครือข่ายย่อยๆแยกไปอีก เช่น Search Network, Display network, Youtube และ Partner อื่นๆมากมาย ซึ่งผู้ที่สนใจโฆษณาไปยังผู้ใช้บนเครื่อข่ายเหล่านี้ สามารถทำได้ผ่าน Google Ads โดยสามารถเลือกโฆษณาที่เหมาะสมกับความต้องการได้เลย
  • มีประเภทโฆษณาให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ทางการตลาดที่แตกต่างกัน  ต้องการเข้าถึงคนที่กำลังค้นหาข้อมูลในการตัดสินใจซื้ออะไรบางอย่าง ก็อาจใช้โฆษณาแบบ Search เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่กำลังค้นหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจบน Search Engine ของ Google หรือถ้าต้องการสร้างการรับรู้ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ให้เขาเห็นสินค้าหรือบริการของเรา ก็สามารถซื้อโฆษณาแบบ Video ที่เอาไปแสดงบน Youtube ก็ได้ เป็นอีกวิธีในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นรู้จักสินค้า/บริการของเรา
  • Google มีข้อมูลของผู้ที่อยู่บนแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมาก ทำให้การ Targeting มีความแม่นยำสูง ผู้ลงโฆษณาสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ ด้วย Detail Targeting ที่หลากหลาย เช่น เพศ, อายุ, ความสนใจ รวมไปถึงการโฆษณาในคำค้นหาที่เจาะจง
  • รูปแบบการโฆษณาส่วนใหญ่เป็นระบบคิดเงินเมื่อมีการคลิก ถ้าหากแสดงผลไปแล้วไม่คลิก จะไม่เสียเงิน ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี (ในส่วนของการคิดเงินค่าโฆษณา จะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การประมูล และประเภทโฆษณาที่เลือกใช้ด้วย โฆษณาบางรูปแบบเช่นวิดีโอ จะคิดเงินตาม CPM คือคิดเงินตามการแสดงผล ดังนั้นถึงแม้ไม่เกิดคลิก ก็จะถูกคิดเงินเช่นกัน) 
  • มีตัวชี้วัดโฆษณาที่ช่วยเรื่องการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้
  • เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักโฆษณาสามารถจัดการแคมเปญของคุณได้ง่ายดายทั้งแก้ไข ดูหลายบัญชีได้พร้อมๆ กัน หรือจะยกเลิกเลิกทำก็ได้ ช่วยใก้การทำงานสะดวกมากขึ้น

ประเภทของ Google Ads มีอะไรบ้าง?

ก่อนที่คุณจะเริ่มยิง Ads บนแพลตฟอร์ม Google คุณจำเป็นต้องทราบก่อนว่า Google Ads นั้นมีกี่ประเภท แต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่คุณจะได้สามารถเลือกรูปแบบของ Ads ที่เหมาะสมในการแสดงโฆษณาได้ โดย Google Ads มีการแบ่งประเภทย่อยๆ ดังนี้ 

Google Search

มีชื่อเรียกอื่นๆ ด้วย เช่น SEM  (Search Engine Marketing) ถือเป็นโฆษณาที่หลายคนอาจนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ และยังเป็นรูปแบบที่คนรู้จักกันมากที่สุดอีกด้วย การแสดงโฆษณาของ Google Search ขึ้นอยู่กับการเลือกซื้อ “คำค้นหา (Keyword)” โดยเราสามารถกำหนดได้ว่า ถ้าลูกค้ามีการค้นหาคำที่เราซื้อเอาไว้ จะปรากฏผลการค้นหาอย่างไร และเมื่อคลิกแล้วให้ส่งไปที่ Landing Page ไหน เครื่องมือนี้ จะช่วยให้ลูกค้าเห็นธุรกิจของคุณและเพิ่มโอกาสคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์หรือหน้า Landing Page ขายสินค้า/บริการได้มากขึ้น 

ยกตัวอย่าง บริการของคุณเป็นนายหน้าขายบ้านมือสอง หากคุณต้องการทำโฆษณา Google Search ก็จะควรจะซื้อคำที่เกี่ยวข้องหรือมีแนวโน้มว่ากลุ่มเป้าหมายจะค้นหา เช่น 

  • บ้านมือสอง
  • บ้านมือสองสภาพดี
  • บ้านมือสองราคาถูก 

เมื่อเลือกคำที่ต้องการได้แล้วก็จะทำการเป็นการเลือกซื้อ Keyword เพื่อให้โฆษณาของเราไปแสดงผลต่อกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้น แต่ตำแหน่งที่จะขึ้นแสดงบน Google Search  นั้นก็มีราคาไม่เท่ากัน ยิ่งตำแหน่งอยู่อันดับต้นๆ มากเท่าไรก็ยิ่งต้องแข่งขันสูง หากคุณมีงบประมาณในการใช้ยิงโฆษณาจำกัด ควรวางแผนการใช้เงินโฆษณาดีๆ 

ข้อดีของ Google Search

  • ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ทำให้ธุรกิจเติบโตได้รวดเร็ว 
  • ช่วยให้ติดอันดับได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลานานเหมือนการทำ SEO ที่ต้องใช้เวลาทำนานกว่า 6 เดือน – 1 ปี 
  • สามารถติดตามผลลัพธ์ได้
  • ช่วยให้ธุรกิจของเราไปแสดงผลในขณะที่ลูกค้ากำลังมีความต้องการสินค้า/บริการ และกำลังค้นหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ การที่เราสามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเลือกในช่วงนี้ได้ ก็มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกใช้สินค้า/บริการของเรา
    ** ไม่รับประกันผลลัพธ์ หลายคนมักคิดว่าการที่มีคนคลิกเข้ามาในเว็บไซต์แล้ว นั้นจะทำให้คนซื้อสินค้า/บริการทันที ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถการันตีผลได้นะครับ เพราะลูกค้าบางคนอาจจะคลิกเข้ามาดูเฉยๆ หรืออยู่ในช่วงการตัดสินใจซื้อ/ใช้บริการเท่านั้น **
  • ควบคุมงบประมาณการใช้ยิงโฆษณาได้ เพราะเราจะเสียเงินก็ต่อเมื่อมีคนคลิกเข้ามาเท่านั้น

จุดด้อย Google Search

  • Google Search เป็นโฆษณาระบบประมูล คือทุกคนสามารถเข้ามาใช้งานได้ ทุกคนต้องประมูลแข่งกัน เพื่อให้โฆษณาได้แสดงผลในลำดับที่สูงกว่า บ่อยกว่า ดังนั้นในบางคำค้นหา (Keyword) ที่มีอัตราการค้นหาสูง อาจมีราคาสูง ซึ่งหากคุณมีงบประมาณสำหรับใช้ยิงโฆษณาแบบจำนวนจำกัดจริงๆ อาจจะทำให้แข่งขันได้ยาก แนะนำให้ใช้คำที่รองลงมา หรือ ซื้อการแสดงผลโฆษณาในตำแหน่งที่ลองลงมาจะช่วยให้กระจายค่าโฆษณาได้ดียิ่งขึ้น  
  • ต้องจ่ายเงินเรื่อยๆ เพื่อคงอันดับไว้บน Google Search หากหยุดจ่ายเงินโฆษณาก็จะหายไปทันที ซึ่งแตกต่างกับการทำ SEO ที่ถึงจะมีข้อเสียที่ใช้เวลาทำการตลาดนานกว่า แต่อันดับบน Google Search จะคงอยู่ยาวนานกว่าและไม่เสียค่าโฆษณาเพื่อรักษาอันดับ

ในกรณีที่คุณไม่อยากเสียค่าบริการค่า Ads เรื่อยๆ และต้องการทราฟฟิกแบบออแกนิก สามารถปรึกษาใช้บริการทำ SEO แทนได้

Google Display Network 

การโฆษณารูปแบบนี้มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า GDN เป็นการโฆษณาที่แสดงตามเว็บไซต์ต่างๆ ในรูปแบบแบนเนอร์โฆษณา ซึ่งข้อดีของโฆษณาประเภทนี้ก็คือ เราไม่ต้องรอให้คนค้นหาบน Google Search ก่อนถึงจะเจอเรา แต่ว่าเราสามารถตั้งค่าโฆษณาของเราให้ไปไปปรากฏบนเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าใช้งานได้เลย

ยกตัวอย่างเช่น หากธุรกิจของคุณเป็น บริการเช่ารถตู้พร้อมคนขับสำหรับท่องเที่ยว คุณสามารถใช้โฆษณาชนิดนี้ไปขึ้นแสดงบนเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับบริการของคุณได้เลย 

ข้อดีของ Google Display Network 

  • โฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก สามารถตั้งค่าโฆษณาได้หลายวิธีเช่น แสดงโฆษณาบนเว็บไซต์ที่เป็นหมวดหมู่ที่เราต้องการ, แสดงบนเว็บไซต์ที่มี Keyword ที่เราต้องการ หรือในบางเว็บไซต์เราสามารถเจาะจงให้โฆษณาไปขึ้นบนเว็บไซต์นั้นๆได้เลย
  • ช่วยให้ลูกค้าคุ้นตาและจดจำแบรนด์ได้ง่าย 
  • ต้นทุนการแสดงผลราคาไม่สูง ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เยอะ
  • เหมาะสำหรับใช้  Re-Marketing

ข้อเสียของ Google Display Network 

  • เนื่องจาก Display Network ของผู้ Google มีขนาดใหญ่มากๆ และก็มีเว็บไซต์ใหม่ๆเกิดขึ้นมามากมาย โดยมีทั้งเว็บที่มีการใช้งานจริงๆ และเว็บที่ทำมาเพื่อ Trick ระบบ ให้โฆษณาไปแสดงได้เยอะๆ และเก็บเงินส่วนแบ่งโฆษณา ซึ่งเว็บพวกนี้อาจจะไม่ใช่เว็บที่มีคุณภาพ หากไปแสดงผลก็อาจเสียเงินฟรีๆได้ ดังนั้นข้อควรระวังในการตั้งค่าโฆษณา GDN ต้องค่อยติดตามตำแหน่งการแสดงผลของเราว่าไปขึ้นเว็บไหนบ้าง หากมีตำแหน่งแสดงผลที่ไม่ตรง ต้องคอยคัดออก เพื่อให้งบประมาณโฆษณาของเราไปแสดงผลในจุดที่มีประสิทธิภาพที่สุด

Youtube Ads

เป็นโฆษณาที่แสดงบน Youtube  ซึ่งการแสดงผลของโฆษณานั้นมีทั้งแบบรูปภาพแบนเนอร์คล้ายกับ GDN หรือ และรูปแบบวิดีโอที่ขึ้นก่อนรับชมวีดีโอหรือแสดงคั่นระหว่างชมวิดีโอ มีทั้งแบบที่กดข้ามได้ และแบบกดข้ามไม่ได้ โดยมีการแบ่งออกเป็นชนิดต่างกันดังนี้ 

  • Display Ads เป็นโฆษณารูปแบบแบนเนอร์ที่จะแสดงบริเวณด้านขวามือของวิดีโอหรือด้านบนของวิดีโอแนะนำ  
  • Overlay In-video Ads เป็นโฆษณารูปแบบแบนเนอร์และจะขึ้นแสดงบนวิดีโอเลยบริเวณด้านล่าง ผู้ชมสามารถกดปิดได้ 
  • TrueView In-stream Ads  เป็นโฆษณารูปแบบวิดีโอที่จะขึ้นบนเนื้อหาวิดีโอ อาจจะขึ้นก่อนหรือระหว่างเล่นวิดีโอก็ได้ สามารถกดข้ามได้เมื่อครบกำหนดเวลา (โฆษณาจะเล่นคั่นวิดีโอที่เรากำลังดูอยู่แบบอัตโนมัติ)
  • TrueView In-display Ads  เป็นโฆษณารูปแบบวิดีโอที่มักจะขึ้นแสดงบริเวณด้านข้างและด้านล่างของวิดีโอที่กำลังรับชม (ต้องคลิกเพื่อเปิดดูวิดีโอ)
  • TrueView In-search Ads เป็นโฆษณาที่ขึ้นแสดงบนหน้าค้นหาของ Youtube  (ต้องคลิกเพื่อเปิดดูวิดีโอ)
  • Non-Skippable In-stream เป็นโฆษณารูปแบบวิดีโอที่จะขึ้นบนเนื้อหาวิดีโอ อาจจะขึ้นก่อนหรือระหว่างเล่นวิดีโอก็ได้ แต่ว่ามีความแตกต่างกับ TrueView In-stream Ads ตรงที่ไม่สามารถกดข้ามได้ 
  • Mastheads เป็นโฆษณารูปแบบแบนเนอร์ภาพหรือวิดีโอก็ได้ จะขึ้นแสดงด้านบนของหน้า Homepage ในเว็บไซต์ Youtube

ข้อดีของ Youtube Ads

  • เพิ่มอัตราการเข้าถึงและเห็นโฆษณาได้เยอะขึ้น
  • สามารถกำหนดให้โฆษณาไปแสดงบนวิดีโอยอดนิยมที่มียอดวิวสูงๆ หรือช่องที่มีคนติดตามเยอะๆได้
  • ช่วยให้ลูกค้าคุ้นตาและจดจำแบรนด์ได้ง่าย 
  • ต้นทุนการแสดงผลราคาไม่สูง ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เยอะ

ข้อเสียของ Youtube Ads

  • โฆษณาชนิดนี้มักสร้างความรำคาญให้แก่ผู้เข้าชม ดังนั้นจึงมักจะกดปิดโฆษณาทิ้งมากกว่าจะเปิดชมจนจบ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเข้าถึงเยอะ แต่หากถูกกดปิดก็อาจจะเปล่าประโยชน์

Mobile App Ads

การแสดงผลของโฆษณาชนิดนี้ มักจะขึ้นแสดงบนแอปพลิเคชั่น หากนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงเวลาเราเข้าแอปพลิเคชั่นแล้วจะมีโฆษณาขึ้นแสดงระหว่างการใช้งาน 

ข้อดีของ Mobile App Ads

  • สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ 

ข้อเสียของ Mobile App Ads

  • ไม่เหมาะกับโฆษณาสินค้า/บริการที่เป้นเป้าหมายผู้สูงวัย เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีการใช้งานงานแอปพลิเคชั่นน้อยมาก

FAQ คำถามที่พบบ่อย 

Google Ads เหมาะกับใคร

การทำโฆษณา Google Ads เหมาะสำหรับธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินค้า/บริการจำนวนมาก การทำ Google Ads  ที่เจ้าของธุรกิจสามารถแบ่งหมวดสินค้า/บริการตามความสนใจของลูกค้าได้โดยตรงช่วยให้สินค้าหรือบริการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสการสั่งซื้อมากขึ้น

Google Ads มีค่าใช้จ่ายไหม

การใช้ Google Ads สิ่งที่เราต้องเสียคื่อค่าโฆษณา โดยวิธีการคิดเงินค่าโฆษณาจะมีหลักๆ 2 แบบ คือ CPC และ CPM ขึ้นอยู่กับประเภทโฆษณาที่ใช้ รวมถึงกลยุทธ์การประมูลโฆษณาที่เลือกด้วย
โดยแบบที่ 1 CPC : Cost Per Click คือ ค่าโฆษณานั้นจะถูกคิดก็ต่อเมื่อเกิดการคลิก หากลูกค้าไม่กดคลิกเข้ามาก็จะไม่เสียค่าบริการ สำหรับรูปแบบโฆษณาที่ใช้การคิดเงินแบบนี้ เช่น Search Ads 

 

แบบที่ 2 CPM : Cost per 1000 impression คือค่าโฆษณาที่จ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง การคิดเงินแบบนี้จะไม่นับที่จำนวนคลิก แต่นับที่จำนวนครั้งการแสดงผลโฆษณา ยิ่งแสดงผลเยอะ ยิ่งต้องจ่ายเยอะ สำหรับรูปแบบโฆษณาที่ใช้การคิดเงินแบบนี้ เช่น Display Ads , Youtube Ads

Google Ads ต้องมีเว็ปไซต์ไหม

Google Ads เป็นโฆษณาออนไลน์แบบที่เน้นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยถ้าลูกค้าสนใจเนื้อหาเพิ่มต้องก็จะคลิกที่โฆษณา เพื่อไปดูเนื้อหานั้นๆต่อ ซึ่งตรงนี้เราเลือกจะส่งเข้าไปที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น LineOA, Facebook Page, Google my business, Blog, Social Platform, App หรือ Website ทั้งหมดนี้เราสามารถใช้เป็นปลายทางของโฆษณาได้ แต่ความแตกต่างคือ ถ้าหากปลายทางนั้นเป็นแพลต์ฟอร์มที่เราไม่สามารถดูข้อมูลได้ละเอียด ก็จะทำให้วัดผลโฆษณาได้ยาก เช่น LineOA, Social ต่างๆเช่น facebok, IG, Tiktok แพลตฟอร์มเหล่านี้ จะดูรายละเอียดได้ไม่ละเอียดมาก อาจทำให้การวัดผลผิดพลาดได้ ยกตัวอย่างเช่น มีการคลิกโฆษณา Google Ads 100 คลิก แล้วมีคนเข้าชมเนื้อหาจริงๆเท่าไหร่? และเกิดผลลัพธ์อะไรต่อ? ตรงนี้ก็จะวัดผลได้ยาก 

 

แต่ถ้าหากเราส่งลูกค้าไปปลายทางที่เราวัดผลลัพธ์ได้ชัดเจน เช่น App หรือ Website ที่ได้ทำการติดตั้งตัววัดผลอย่างเช่น Google Analytics ไว้ เราก็จะสามารถวัดผลได้เลยว่า มีคนคลิกจากโฆษณาเท่าไหร่ เข้ามาถึงเว็บไซต์จริงๆกี่คน แล้วเกิด Action อะไรบนเว็บบ้าง เข้าชมหน้าไหนบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ก็จะช่วยให้ประเมินประสิทธิภาพโฆษณาได้ดียิ่งขึ้น

ยิงแอดยังไงให้ได้ผลดี

วิธียิงแอดให้คนเข้าถึงเยอะๆ นั้น หลายคนอาจจะคิดว่าควรตั้งกลุ่มเป้าหมายให้กว้างเข้าไว้เพื่อให้คนเห็นเยอะๆ แต่ความจริงแล้วถึงแม้ว่าจะเข้าถึงเยอะแต่ไม่มีคนกดเข้ามาเลยก็แปลว่า ไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นควรที่จะศึกษากลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าให้ตรงจุดจะดีที่สุด ประกอบกับการวัดผลโฆษณาที่ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนมากพอ จะช่วยให้การปรับปรุงแคมเปญโฆษณาทำได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ยิงแอดในมือถือได้ไหม

สามารถทำได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และมือถือ ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน 

Google ads จ่ายเงินยังไง

การจ่ายเงินสามารถเลือกวิธีการชำระได้ 2 วิธี
1. ใช้ก่อน จ่ายที่หลัง แบบนี้คือการที่เราทำการผูกบัตรเครดิตเอาไว้ก่อน แล้วก็สามารถสร้างโฆษณา รันโฆษณาได้ตามปกติ โดยจะมีเงื่อนไขการตัดเงินจากบัตรเครดิต 2 แบบคือ
– เมื่อมีการซื้อโฆษณาและใช้เงินถึงยอดที่กำหนด เช่น ตัดยอดทุกๆการใช้โฆษณา 10,000 บาท
– หากโฆษณาใช้งานไม่ถึงยอดที่กำหนด ระบบจะเรียกเก็บเงินทุกๆวันสิ้นเดือนแทน

 

  1. แบบเติมเงิน คือ การที่ผูกบัตรเครดิต แล้วทำการกด Add Balance เข้าไปก่อนเลย วิธีนี้ก็จะช่วยควบคุมงบประมาณโฆษณาได้เป็นอย่างดี เพราะเราได้กำหนดงบโฆษณาที่สามารถใช้ได้ไว้ก่อนแล้ว เมื่อเงินหมด โฆษณาก็จะหยุดทำงานทันที